“Royal Enfield Himalayan” ถ่ายทอดความเร้าใจออกมาได้อย่างกลมกล่อม ขัดเกลาพื้นผิวที่มีอุปสรรคได้อย่างนุ่มนวล

0
112
Advertisement

The Royal Enfield “Himalayan” ถ่ายทอดความเร้าใจออกมาได้อย่างกลมกล่อม ขัดเกลาพื้นผิวที่มีอุปสรรคได้อย่างนุ่มนวล” … จะว่าอย่างไรดีรถคันนี้มันมีสไตล์และเหมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่วิ่งได้…!!

Bikersthailand

GENERAL AUTO SUPPLIES ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Royal Enfield ในประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะของโมเดล หิมาลายัน คลาสสิคไบค์สายฝุ่น? พิกัด 411 ซีซี สูบเดียว 4 จังหวะ เกียร์ 5 สปีด โดยมีผู้บริหารร่วมทริปไปด้วยอย่างเป็นกันเองไม่ว่าจะเป็น คุณณฐพร จิรมหาโภคา ผู้จัดการรอยัล เอนฟิลด์ประจำประเทศไทย และคุณสมรรถ รอบบรรเจิด ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรอยัล เอนฟิลด์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งร่วมขับขี่พร้อมสื่อมวลชนด้วย

ขอบคุณวิดีโอจาก Royal Enfield Thailand

ภายใต้การดูแลอย่างดีตลอดทริปโดยเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ปิล๊อก-สังขละ ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายไม่ว่าจะเป็น หมูบ้านอีต่อง เนินช้างศึก น้ำตกจ่อกกระดิ่น สะพานมอญ และไฮไลท์ในวันสุดท้ายคือการตักบาตรพระมอญ และล่องเรือชมความงามของวัดใต้น้ำ นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบการขับขี่บนเส้นทางที่หลากหลายทั้งเรียบเนียนดุจผิวเด็ก และขรุขระเต็มไปด้วยหินลอยก้อนใหญ่ๆให้ได้ทดสอบกันอีกด้วย

สำหรับRoyal Enfield Himalayanถูกพัฒนาให้ง่ายต่อการควบคุมและสามารถขับขี่ได้สบายตลอดเส้นทางทั้งออลโร้ดและออฟโร้ดเครื่องยนต์ถูกออกแบบใหม่จากประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 60 ปี จนเป็นรุ่นล่าสุด“LS410”เน้นให้กำลังสูงในรอบเครื่องที่ต่ำ แรงบิดสูงสุด 32 Nm ที่ 4,500 รอบ/นาทีและ ให้กำลัง 24.5 แรงม้าที่ 6,500 รอบน้ำหนักรวม 185 กก. ปรับปรุงวาล์วและโซ่ราวลิ้นให้มีขนาดเล็กลงช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์อีกทั้งยังเพิ่มบาลานซ์ชาร์ฟลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ให้รอบเครื่องเนียนขึ้น พร้อมด้วยเพิ่มหัวจ่ายน้ำมันแรงดันสูงหล่อลื่นและลดความร้อนในส่วนของลูกสูบและช่วยลดความล้าในการคืนตัวของสปริงคลัทช์อีกทั้งยังมี ออยล์คูลเลอร์ระบายความร้อนของน้ำมันเครื่องในข้อเหวี่ยงทำให้เครื่องยนต์บล๊อกใหม่นี้ “สด” ตลอดระทางขับขี่

เฟรมเป็นแบบ “Half Duplex SplitDouble Cradle” ที่ออกแบบพิเศษโดย Haris Performance ที่ดีไซน์ให้กับรถแข่ง โดยเฟรมตัวนี้จะแตกต่างจากทั่วไปคือช่วงที่เป็นเปลคู่จะอยู่บริเวณครึ่งล่างทำให้มีศูนย์ถ่วงต่ำควบคุมรถง่าย และในส่วนของซับเฟรมด้านหลังรองรับการติดแรค(ซึ่งจะเป็นแบบ Touring Edition)มีการ์ดใต้ท้องเครื่องที่มีระยะสูงจากพื้นถึง 200 มม.  สำหรับช่วงล่างหนึบมั่นใจได้ด้านหน้าเป็นเทเลสโคปิกขนาด 41 มมระยะยุบ 200 มม. มียางหุ้มแกนโช็คมาให้ด้วยตรงนี้จะมีบังโคลนหน้าสองชิ้นถ้าขี่ทางเรียบทั่วๆไปก็ใส่ชิ้นล่างไว้ แต่ถ้าจะลุยโคลนก็ถอดชิ้นล่างให้เหลือแต่ Mud Guard ชิ้นบนแล้วลุยได้เลย

ด้านหลังกันสะเทือนแบบสวิงค์อาร์มคู่กับโมโนโช้คขนาด 180 มม. ปรับระดับได้ รัดด้วยยางกึ่งวิ่งบาก 90/90-21 ยางหลัง 120/90-17 วงล้อเล็กกว่าด้านหน้า ซึ่งจากที่เราทดสอบขับขี่แล้วทั้งทางออฟโร้ด และทางดำทั่วไปสามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจไม่รถสวิงในโค้งซึ่งขัดกับความที่เป็นรถทรงสูงนับว่าน่าประใจเป็นอย่างมากระบบเบรกด้านหน้าสองพอร์ท ด้านหลังพอร์ทเดียว ท่อไอเสียทรงสวยอลูมิเนียมน้ำหนักเบามีซีเรียลระบุชัดเจน แถมระบุมาชัดเจนว่าดังไม่เกิน 80 เดซิเบล ปลอดภัยต่อกระเป๋าสตางค์ ขึ้นเขา เข้าป่า ฝ่าเมืองไม่รบกวนใคร

นั่งสบายมากจากเบาะนั่งสองตอนนุ่มๆรัดด้วยกำมะหยี่สูง 800 มม. ใครความสูงน้อยนั่งสบายๆครับ โคมไฟหน้าเรโทรทรงกลมมัลติรีเฟลกเตอร์ มีชิลด์ไม่สูงไม่ต่ำพอประมาณ ไฟท้ายแอลอีดี เรือนไมล์ผสมผสานได้อย่างลงตัวระหว่าง ดิจิทัลกับอนาล๊อกบอกระยะทางเป็นทริป ความร้อน ระยะเวลาการขับขี่ ความเร็วเฉลี่ยไฟบอกเกียร์ และ เข็มทิศดิจิทัล!!

ในส่วนของการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นการนั่งหรือยืนมีความกระชับ อัตราเร่งแม้จะไม่ดุดันแต่การส่งกำลังเมื่อขึ้นทางชันทำได้ดี การเข้าโค้งทางดำด้วยความที่เป็นยางกึ่งวิบากอาจจะมีการวูบบ้างนิดหน่อยตามลักษณ์ของยางแต่เมื่อขี่ไปสักพักรับรองว่าไม่ใช่ปัญหาสามารถเข้าโค้งทางดำได้มันส์และมั่นใจไม่แพ้ยางออลโร้ดเลยครับ ยิ่งไปกว่านั้นทางฝุ่นช่วงล่างรองรับแรงกระแทกได้ดี Rebound และ Damping ของโช้คเป็นไปอย่างนุ่มนวลรวมกับยางที่ใหม่มาช่างลงตัวทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋าขี่ได้ไม่ยาก ด้านความคุ้มค่าสำหรับรถที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจนกับขุมพลัง 400 ซีซี พาร์ทที่แน่นแถมเปิดราคาเริ่มต้นที่ 169,800 บาท เราคิดว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว…

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Royal Enfield Thailand